ปัญหาโลกร้อนกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

18.10.2016

                      ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่โดนปลดปล่อยอย่างไม่มีทีท่าลดลง - ก็เกิดจากความไม่พอทั้งนั้น

ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า ภาวะโลกร้อน/Global Warming แน่นอน ซึ่งเป็นประเด็นระดับโลกมาซักพักแล้ว
แต่รู้มั้ยว่าจริงๆแล้ว ประเด็นนี้เคยมีใครพูดเอาไว้เมื่อนานมาก
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ น่าจะเป็นยุคที่ประชาชนคนไทยยังไม่น่าเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

แต่ทุกวันนี้ทุกคนทราบดีว่าเกิดจากการที่คาร์บอนไดออกไซด์ (ไม่ว่าจะจากกิจกรรมใดๆก็ตาม) โดนปลดปล่อยมากเกินกว่าที่สมดุลจะทำงานได้ เราต้องหาทางกำจัด/ลดปริมาณก๊าซนี้ไม่ให้มีเพิ่มมากขึ้น
แต่แท้จริงแล้วเมื่อเรามองย้อนกลับมา มันเกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งนั้น  

ขอยกพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระองค์ได้พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าถวายฯชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2532
(ซึ่งลองย้อนคิดไปดูนะคะว่า เมื่อ 27 ปีที่แล้ว มีใครบ้างจะรู้จักถึงภาวะโลกร้อน)



…เคยได้พูดถึงที่อื่นมาแล้ว เกี่ยวข้องกับสภาพสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งกำลังวุ่นวายกันมากทั้งผู้ใหญ่ทั้งผู้น้อย
ทั้งผู้ที่อยู่ในทวีปยุโรป อเมริกา เอเชียพูดกันทั้งนั้น คือปัญหาว่าสิ่งแวดล้อมจะทำให้โลกนี้เปลี่ยนแปลงไป
บางคนเขาบอกว่า ฝรั่งมาชี้หน้าและพูดว่า นี่ บางกอกนี่ก็จะอยู่ใต้ทะเล ภายในไม่กี่ปีน้ำก็จะท่วม
ความจริงเราก็รู้อยู่แล้วว่า กรุงเทพฯ น้ำท่วม แต่เขาบอกว่า น้ำจะท่วมจากทะเล เพราะว่าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง
เขาบอกว่าเพราะมีสารคาร์บอนขึ้นไปในอากาศมาก จะทำให้เหมือนเป็นตู้กระจกครอบ แล้วโลกนี่ก็จะร้อนขึ้น
เมื่อโลกนี้ร้อนขึ้นมีหวังว่าน้ำแข็งจะละลายลงทะเล และรวมทั้งน้ำในทะเลนั้นจะพองขึ้น เพราะสิ่งของที่ร้อนขึ้นย่อมมีการพองขึ้น ปริมาตรก็มากขึ้น
เมื่อน้ำพองขึ้นก็จะทำให้ที่ที่ต่ำ เข่นกรุงเทพฯ ถูกน้ำทะเลท่วม
อันนี้ก็เป็นเรื่องเขาว่า ก็เลยสนใจว่าเรื่องเป็นอย่างไร จึงได้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทำให้คาร์บอน (ในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์) ในอากาศเพิ่มมากขึ้นนั้น
มาจากการเผาเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ในดินและจากการเผาไหม้ ซึ่งตามตัวเลขจำนวนคาร์บอนในอากาศนี้
… ไม่ทราบว่าท่านจะจดจำได้หรือไม่ เพราะว่าพูดไปอย่างนี้อาจจดจำไม่ได้ แต่บอกได้ว่าในอากาศนี้มีสารคาร์บอนอยู่เดี๋ยวนี้จำนวน 700 พันล้านตันโดยประมาณ
พูดกันว่าต้นไม้ทำให้จำนวนคาร์บอนมีน้อยลงได้ ก็เป็นความจริงต้นไม้ทั่วโลกในปัจจุบันนี้กินคาร์บอนได้
ในอัตรา110พันล้านตันต่อปี ก็เป็นอันว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ก็สบายใจได้
แต่ว่าถ้าเราดูต่อไปอีก ต้นไม้นั่นเองมันคายคาร์บอนออกมาในอัตราปีละ 55พันล้านตัน ก็เหลือกำไรเพียงครึ่งเดียว
ในครึ่งนี้ยังมีดินหรือสิ่งที่กำลังสลายตัวต่างๆ ที่จะส่งคาร์บอนขึ้นไปในอากาศอีก 54.5 พันล้านตัน ลงท้ายก็จะได้กำไรเหลือเพียงห้าร้อยล้านตัน
วิธีแก้ไขก็คือ ต้องเผาน้อยลงและต้องปลูกต้นไม้มากขึ้น…”


 


จริงๆแล้วพระราชดำรัสยาวมากกว่านี้ แต่ขอยกเอามาเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พระองค์ท่านทราบและใส่ใจในเรื่องนี้มานานมากแล้ว ผ่านไปยี่สิบกว่าปี
ปัญหานี้ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามที่เราเห็นข่าวมากมาย และเราๆก็รู้กันดีว่า เราช่วยโลกเราในเรื่องนี้ยังไง ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศเชิงนโยบาย ข้อบังคับ อนุสัญญาต่างๆ
หรือในระดับภาคประชาชนอย่างเราๆเองช่วยกันเพิ่มปริมาณต้นไม้ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน แต่เรายังไม่ได้เต็มที่กันซะที และอาจจะเห็นว่าเรื่องนี้ยังไกลตัว

จากการบรรยายพิเศษเรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนอย่างยั่งยืน” นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้กล่าวถึงพระราชดำริที่พระราชทานเป็นแนวทางในการดสภาวะโลกร้อน 9 ประการคือ
1.การอนุรักษ์ป่าไม้ 2.การปลูกป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ 3.การรักษาแหล่งน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางและขนาดใหญ่ 4.การประกอบอาชีพยั่งยืน
5.การป้องกันและบำบัดน้ำเสีย 6. การบำบัดและใช้ประโยชน์จากขยะ 7.การใช้พลังงานทดแทนและเชื้อเพลิงชีวภาพ 8.การแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพ
9. การอุตสาหกรรมและการใช้เครื่องปรับอากาศที่สะอาด

ซึ่งแนวทางเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมากจริงๆ  เราๆเองอาจจะไม่สามารถไปช่วยแก้ปัญหาระดับประเทศได้ แค่เพียงแต่ละคนเอง
แล้วรู้มั้ยว่า“ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ทรงมีพระราชดำริให้สังคมไทยใช้เป็นหลักประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและดำเนินงานต่างๆ
ที่ได้รับความชื่นชมจากองค์การสหประชาชาติที่ได้น้อมนำไปเผยแพร่ยังนานาประเทศ สามารถนำมาเป็นหลักแนวคิดสำหรับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี


"หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลัก 3 ห่วง 
ซึ่งหมายถึงการทำอะไรที่ยึดองค์ประกอบ 3 ประเด็น คือ
1.ความพอประมาณ

หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ คือการร่วมมือร่วมใจในการประหยัดพลังงานเพื่อลดโลกร้อน ถือเป็นส่วนที่มีการรณรงค์มากที่สุดในปัจจุบัน สามารถทำได้โดยหลายวิธี เช่น การใช้ถุงผ้า การใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น การเดินหรือใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์ รู้จักใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น แต่รู้จักความพอประมาณไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน ฯลฯ

2.ความมีเหตุผล

หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียง จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ คือการรู้จักคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำต่างๆของเรา เช่นการรู้จักประหยัดพลังงานโดยรู้จักความพอดี มีเหตุผล ทำในสิ่งที่เป็นไปได้หรือสิ่งที่เกินกำลังของเรา เช่น ประหยัดไฟคือการลดการใช้ไฟฟ้าแต่ไม่ใช่การไม่ใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

3.การมีภูมิคุ้มกันในตัว

หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งใกล้และไกล เช่น การยอมรับต่อภัยพิบัติที่มีผลกระทบจากภาวะโลกร้อนหรือสภาพเศรษฐกิจที่อาจถดถอยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นต้น

2 เงื่อนไข คือการตัดสินใจ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน ประกอบด้วย

1.เงื่อนไขความรู้ หมายถึง ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นตอนปฏิบัติ
2.เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต



 
                                                                                   

                                                                               

ไม่จำเป็นต้องทำอะไรจนตัวเองลำบาก ค่อยๆปรับ ค่อยๆเปลี่ยน จนเกิดความเคยชิน แล้วเราจะสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเลยแหละ : )

ผู้เขียน
SPARC TEAM
SPARC STAFF

 
บทความที่เกี่ยวข้อง
 
27.09.2017
Gogoro แบรนด์สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจากไต้หวัน เตรียมบุกตลาดในหลายประเทศ
12.07.2016
One Moment รองเท้าเท่ๆลุยๆและย่อยสลายตามธรรมชาติได้ใน 6 เดือน
28.02.2017
รู้หรือไม่...? เราบริโภคพลาสติกโดยไม่รู้ตัว
ALL RIGHTS RESERVED. © 2015 SPARC THAI.